การจะทำให้คนอื่นรัก
ยากกว่าทำให้เกลียดมากนัก
กว่าจะเป็นที่รักของใครได้ต้องใช้เวลานาน
ความรักมันต้องอาศัยการซึมลึก
ไม่เหมือนความเกลียดที่ทำง่ายแต่ซึมนาน
เราดีใจ
ที่รู้ว่ามีคนรักเรามากมายรอบๆ ตัวเรา
เป็นเกราะคุ้มภัยให้เราอุ่นใจเสมอ
ลองดูสิ..ทำให้คนรอบข้างมีความสุขที่มีเรา
ถ้าเธอทำให้เค้ายิ้มได้ 
ทำให้เค้าคิดถึง ทำให้เค้าผูกพันธ์
เธอก็จะรู้ว่า...นี่คือกำลังใจที่ดีที่สุด
ที่ทำให้ชีวิตเรามีความหมาย
ทำให้เรารักตัวเอง และทำให้เรารู้ว่า...
ลมหายใจของเรายังมีความหมายสำหรับใคร
อีกหลายคน...
เคยมั๊ย...เมื่อคุณคิดถึงใครบางคน คุณรู้สึกทรมาน เพราะคุณคิดไปว่า เขาคนนั้น อาจจะไม่ได้คิดถึงคุณอยู่ ถึงแม้ว่าการได้คิดถึงใครสักคนนั้น จะเป็นทุกข์บ้าง แต่ก็ชุ่มชื่นหัวใจ ทำให้คุณต้องมานั่งคิดกระวนกระวายว่า คุณมีความหมายสำหรับเขาบ้างหรือเปล่านะ เขาจะแคร์คุณบ้างไหมนะ...
คุณจะรีบรับโทรศัพท์ทันที...เพราะคิดว่า อาจจะเป็นเขาคนนั้น
คุณมองออกไปนอกหน้าต่าง...เพราะคิดว่า เขาอาจจะปรากฏตัวอยู่ที่นั่น
คุณนั่งอยู่หน้าทีวี...แต่จิตใจกลับคิดถึงเขาคนนั้น จนทำให้พลาดตอนอวสานของละครเรื่องโปรด
คุณเอนกายลงบนเตียง...ก็พลันคิดถึงช่วงเวลาที่ไปไหนต่อไหนด้วยกัน
คุณคิดถึงแต่ว่า...เราคงจะได้มานั่งมองดาวด้วยกันอีก คุยกันทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นความฝัน หรืออนาคต
คุณออนไลน์อินเทอร์เน็ต...เพื่อหวังจะได้พบเขา และก็เริ่มวิตกกังวลว่าเขาจะเป็นอะไรไปหรือเปล่า เมื่อ
เขาไม่ได้ออนไลน์ หรือตอบกลับมา
การได้คิดถึงใครบางคน เป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยให้คุณเติบโต และได้สัมผัสกับความเปลี่ยวเหงา มันสอนให้คุณเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับความอ้างว้าง และทำให้คุณรู้จักอีกความรู้สึกหนึ่ง นั่นคือ ความว่างเปล่า
บางครั้ง มันก็รู้สึกดีนะ ที่ได้คิดถึงใครซักคน เพราะมันทำให้คุณรู้ว่า คุณใส่ใจใครคนนั้น และคุณปล่อยใจที่จะสัมผัสความรู้สึกรักและใส่ใจที่มีเขา
แต่ในขณะเดียวกัน การที่คิดถึงใครคนนั้น โดยที่เราไม่รู้ว่า เขารู้สึกเหมือนเราหรือเปล่า ช่างเป็นความรู้สึกที่ทรมานเหลือเกิน และคุณกลับรู้สึกว่า คุณถูกทิ้งไว้เพียงลำพัง
ดังนั้น หากคุณคิดถึงใคร จงบอกให้เขาได้รับรู้บ้าง
และเช่นเดียวกัน ถามเขาซิว่า เขารู้สึกอย่างเดียวกันหรือเปล่า
อย่าปล่อยให้ความรู้สึกคิดถึง เปลี่ยนแปรเป็นความอิจฉา หรือความหวาดระแวง
หากใครคิดถึงคุณ และคุณรับรู้ จงบอกเขาเถิด ว่าคุณรับทราบแล้ว
หากคุณคิดถึงเขาตอบ ก็จงบอกเขาเช่นกัน อย่าให้เขา....รอ....เลยนะ
ฉันรู้จักความรักมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว แต่รักของฉันนั้น เป็นรักที่มอบให้แก่ พ่อ แม่ และพี่น้อง รวมทั้งญาติผู้ใหญ่บางคน
เมื่อโตมาหน่อย รักของฉันมีเพิ่มมากขึ้น ได้ถูกมอบให้ เพื่อน ๆ และครู ที่สอน
เมื่อโตขึ้นเป็นสาวแรกรุ่น รักของฉันก็ยังเหมือนเดิม ฉันมีความสุขที่ได้รัก และได้เป็นผู้ให้
เพื่อน ๆ ต่างบอกว่า ฉันนิสัยดี ใจดี มีน้ำใจ ไม่โกรธใคร
เวลาเพื่อน ๆ มีปัญหาอะไรก็จะคอยเข้ามาปรึกษา
จวบจนกระทั่งวันหนึ่ง วันที่หัวใจฉัน ได้รับใครบางคนเข้ามาในชีวิต รับโดยไม่รู้ตัว มารู้อีกที ก็ตอนที่ฉัน นั่งเฝ้ารอโทรศัพท์
รอเวลา อยากให้ถึงกลางคืนเร็ว ๆ จะได้ยินเสียงใครคนนั้น
ทุก ๆ วัน ฉัน จะต้องรีบทำอะไรให้เรียบร้อย แล้วก็มานั่งเฝ้าโทรศัพท์ วันไหน ฉันได้พูดกับใครคนนั้น ฉันมีความสุข จะหลับตา
ได้อย่างสบายใจ
แรก ๆ โทรศัพท์ก็มา สม่ำเสมอ พอฉันเริ่ม เคยชินกับเสียง
โทรศัพท์และเริ่มรู้สึกมอบหัวใจให้กับใครคนนั้นไป มันช่างเป็นเรื่องตลก เพราะเจ้าโทรศัพท์ กลับไม่มีมาเลย
จนตัวฉันเอง ต้องเป็นฝ่ายโทรหา ถามข่าวคราว
นับจากโทรศัพท์ห่างหาย ตัวฉันเองเริ่มเปลี่ยนไป ความรักที่ฉันมีให้พ่อแม่พี่น้อง เพื่อน หรือครู เริ่มน้อยลง
ฉันไม่มีอารมณ์เป็นที่ปรึกษาใคร ฉันเริ่มหงุดหงิดและเจ้าอารมณ์ ไม่พอใจทุกครั้ง ที่มีใครโทรหา ซึ่งไม่ใช่เขา
จากที่เคยมีเวลานั่งคุยกันตามภาษาพ่อแม่ลูกหรือพี่น้อง ฉันกลับกลาย เก็บตัว ไม่พูดไม่จา
ไม่ต้องพูดถึงใครคนนั้น เขาแทบไม่เคยรับรู้เรื่องราวความเปลี่ยนไปของฉันหรอก
เขาไม่เคยรับรู้ด้วยซ้ำว่า ฉันจะเป็นยังไง ฉันไม่สบายหรือเปล่า หรือฉันจะทุกข์ใจไหม จนบางครั้ง ฉันยังงงเลยว่า ฉันเผลอรับเขาเข้ามาได้ไงกันนะ หรืออาจเป็นเพราะว่า เขาเข้ามาโดยที่ทำเหมือนเป็นเพื่อน และใช้ถ้อยคำหวาน ๆ จนฉันเผลอหลงใหลในความหวาน จนไม่อาจขาดได้
วันเวลาผ่านไป ฉันจากคนเดิมที่ร่าเริง น้ำใจดี ก็เริ่มหายไป กลายเป็นฉันคนใหม่ ที่ไม่พูดไม่จา มีน้ำตาเป็นเพื่อน ยามที่อยู่คนเดียว ส่วนเพื่อน ๆ ก็เริ่มหายไปทีละคน สองคน สุดท้ายเหลือฉันคนเดียว ไม่ใช่ถูกเพื่อนทิ้ง แต่ฉันเป็นฝ่ายเดินหนีเพื่อนเอง
แล้ววันหนึ่ง ฉันก็เริ่มคิดได้ ว่าทำไม ฉันต้องเฝ้ารอใคร
ที่เขาไม่มีความจริงใจ เขาคงไม่มีแม้แต่ความห่วงใยให้ฉันแม้สักครั้งเดียว เขาก็แค่ผู้ชายคนหนึ่ง ที่ไม่มีหัวใจมอบให้ใครแบบจริงจัง
ฉันเริ่มคิดได้จริง ๆ ก็เมื่อเห็นแม่ทำหน้าเศร้าเมื่อมองฉัน
นัยต์ตาของแม่ฟ้องว่า น้อยใจฉัน รวมทั้งทุกคนที่รักฉัน ต่างก็มองมาด้วยแววตาเศร้า
แล้วแม่ก็หลุดออกมาคำหนึ่งว่า ลืมไปแล้วหรือว่าฉันไม่ได้อยู่คนเดียว ฉันยังมีอีกหลายคนที่อยู่ด้วย ฉันมีคนรักฉันมากมาย แล้วทำไมฉันต้องไปแคร์คนที่เขาไม่เคยใส่ใจฉันด้วย
คำพูดของแม่ทำให้ฉันคิดได้ว่า จริงซินะ ทำไม ฉันโง่ อยู่ตั้งนาน มีคนตั้งหลายคนที่ถ้าฉันเดินเข้าไปหา ทุกคนต่างพร้อมที่จะอ้าแขนโอบกอดฉัน แล้วทำไมฉันถึงต้อง ไปเฝ้ารอคนที่ไม่มีความห่วงใยให้ฉัน
ฉันมัวแต่เที่ยวตามหาความรักกับคนที่เขาไม่คิดจะให้ แต่ฉันกลับลืมไปว่า ฉันมีคนที่พร้อมจะให้ความรักฉันแบบไม่มีสิ้นสุดตั้งเยอะแยะ ฉันนี่ช่างเขลาจริง ๆ
แล้วเพื่อน ๆ ละเคย เป็นแบบฉันไหม
“ชั้นคงต้องอยู่หมู่บ้าน คานทองนิเวศน์กับพวกเธอแล้วล่ะ” คำพูดของ “เปรี้ยว” สาววัยดึกที่ผ่านช่วงชายหนุ่มมารุมตอมแล้วหลายฝน กล่าวกับเพื่อนสาวกลุ่มครองโสดด้วยกันร่วมสิบ จะเห็นว่าไม่ว่าด้วยค่านิยม หรือหน้าที่รับผิดชอบที่ผู้หญิงสมัยนี้ยอมใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวมากขึ้น แต่ในใจลึกๆ ของพวกเธอเหล่านั้น กลับหวังเล็กๆ ว่า วันหนึ่งชีวิตครอบครัวอันแสนอบอุ่นก็จะมาเยือน แต่...เมื่อไหร่ล่ะ ถ้าคุณยังมีพฤติกรรมแบบนี้...
1. คุณไม่มีวี่แววว่าจะได้ออกเดท ไม่ว่าจะเป็นวันวาเลนไทน์ หรือวันพิเศษวันไหนๆ คุณต้องคอยโทรหาเพื่อนโสดของคุณ ไปดวดเหล้า หรือ แม้แต่นั่งดูหนังเรื่องเศร้าอยู่คนเดียว
2. ที่ผ่านมา ไม่มีแม้แต่ชายมาเหลียวตามอง ตั้งแต่ประถมถึงมัธยมก็จมอยู่กับโรงเรียนหญิงล้วน พอจบมาก็อยู่แต่กะเพื่อนสาว สุด เริ่ด เชิด หยิ่ง มองผู้ชายที่ผ่านเข้ามาเป็นเพียงดอกไม้ริมทาง จนกาลเวลามันทำพิษ อายุยิ่งมากขึ้น ก็สายไปเสียแล้วกับการเรียกสายตาจากผู้ชาย
3. คุณเป็นพวกแปลกแยก มีความสุขกับการอยู่คนเดียว ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมอะไร หรืองานอะไร อีชั้นขอทำคนเดียว และมักจะประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวเองไปซะทุกเรื่อง
4. คุณไม่สนแบบแผนของสังคม ชอบความสะดวกสบาย ไม่ว่าจะตด เรอ หรือกินแบบมูมมาม แม้แต่งัดเครื่องสำอางมาแต่งหน้ากลางห้าง หรือแคะขี้มูก แล้วผู้ชายหน้าไหนจะกล้าเข้าไปจีบล่ะคะ
5. คุณติด sex toy เป็นชีวิตจิตใจ ชีวิตนี้ไม่ขอพึ่งของจริงเพราะชั้นมีสิ่งที่วิเศษที่สุดแล้ว
6. คุณเป็นคนไม่กล้าเสี่ยงกับชีวิตคู่ ไม่ว่าจะเห็นบทเรียนต่างๆ ของความรักจากคนรอบข้าง อย่างเช่น แต่งแล้วหย่า ภรรยามีชู้ สามีนอกใจ ทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นปมในความนึกคิดของคุณ จนอดไม่ได้ที่จะนำมาเปรียบเทียบกับชีวิตตัวเอง
7. ผู้คนมองว่าคุณเป็นเลสเบี้ยน แต่ผู้ชายส่วนใหญ่ก็ยังกล้าจีบทอม อย่างไรก็ตามถ้าคุณไม่คบทอมหรือเลสเบี้ยนจนออกหน้า ก็ยังมีลุ้นว่าชายหนุ่มจะมาแอบปิ๊ง
8. คุณยึดติดแมกกาซีน หรือบทความ จนกระทั่งหนังสือเกี่ยวกับความรัก หรือปัญหาของความรักมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นเทคนิค หรือเคล็ดลับการหาคู่ แต่ส่วนใหญ่คุณมักสนใจแต่กับข้อดีข้อเสีย ของการใช้ชีวิตคู่ มองไปทางไหนเห็นแต่จุดด้อยของผู้ชาย ไม่ว่าตอนอยู่บนลิฟท์ เพียงเห็นสายตาชายหนุ่มคนข้างๆ จ้องมองคุณอยู่ ท่าคาราเต้คิกด้วยขายาวๆของคุณ ก็ปรากฏอยู่บนลำคอเขาแล้ว
9. ไม่มั่นใจในตัวเอง ขลาดที่จะอยู่ใกล้ๆ ผู้ชาย ตัดสินใจออกเดทกับหนุ่มคนแรกในชีวิต ก็ทำเสียแผน แทนที่จะตามเค้าไปดูหนัง ฟังเพลง หรือแม้แต่เดินห้าง คุณกลับบอกเค้าว่า ไปเยี่ยมคุณย่าฉันเถอะ…
10. คุณมองผู้ชายในแง่ลบ ตอนยังเด็กคุณมักฝันถึงเจ้าชายที่เพียบพร้อม และตั้งใจว่าโตขึ้นคุณจะพบกับชายหนุ่มคนนั้น แต่เมื่อวันและเวลาเลยผ่าน หนุ่มที่พบเจอกลับไม่ได้แค่เสี้ยวของเจ้าชายคนนั้น แต่ก็ยังไม่อดฝัน เลยพาลมองผู้ชายที่เข้ามาป้วนเปี้ยนเป็นเพียงผู้ชายที่ไม่ได้เรื่อง
ตั้งแต่แรกเริ่ม ครอบครัวของหญิงสาวก็กีดกั้นไม่ให้หญิงสาวคบกับชายหนุ่ม
บอกว่าบ้านชายหนุ่มไม่มีฐานะเทียบเท่าบ้านเธอ
ถ้าหญิงสาวไปอยู่กับชายหนุ่มก็จะต้องทนลำบากทั้งชีวิต
ความกดดันจากทางบ้านทำให้หญิงสาวอารมณ์ไม่ค่อยดีเสมอ
และทะเลาะกับชายหนุ่มอยู่เรื่อย
หญิงสาวนั้นรักชายหนุ่มมาก เธอถามชายหนุ่มบ่อยครั้งว่า
"เธอรักฉันมากขนาดไหน?" แต่ชายหนุ่มเป็นคนพูดไม่เก่ง
ทำให้หญิงสาวโกรธเขาหลายครั้ง
บวกกับคำพูดของพ่อแม่เธอ ยิ่งทำให้หญิงสาวอารมณ์เสียมากยิ่งขึ้น
ชายหนุ่มจึงกลายเป็นที่ระบายอารมณ์ของเธอ
เขาก็ทนยอมรับอย่างเงียบๆโดยไม่ว่าหญิงสาวเลยสักคำ
หลังจากนั้น ชายหนุ่มเรียนจบมหาลัยแล้ว
ตัดสินใจจะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ
ก่อนไป เขาเอ่ยปากขอแต่งงานกับหญิงสาว
"ผมอาจจะเป็นคนพูดไม่เก่ง ปากไม่หวาน แต่ผมรู้ว่าผมรักคุณมาก
ถ้าคุณตกลงใจยินดี ผมก็จะดูแลปกป้องคุณตลอดชีวิต สำหรับครอบครัวคุณ
ผมจะพยายามทำให้พวกเขายอมรับในตัวผม แต่งงานกับผมเถอะนะ ได้ไหม?"
หญิงสาวตอบตกลงชายหนุ่ม และด้วยความพยายามของชายหนุ่ม
พ่อแม่ของหญิงสาวก็ยอมรับเขา ในที่สุด
ชายหนุ่มและหญิงสาวได้หมั้นกัน
ก่อนที่ชายหนุ่มจะไปเมืองนอกไม่นานนัก
ชายหนุ่มไปเรียนหนังสืออยู่ต่างแดนเพียงลำพัง
ส่วนหญิงสาวก็คงยังอยู่ภายในประเทศ และออกมาทำงานแล้ว
ชายหนุ่มไม่อาจกลับมาเยี่ยมหญิงสาวได้
เพราะเขาต้องใช้เงินอย่างประหยัด
ส่วนหญิงสาวก็ไม่มีเวลาไปหาชายหนุ่มได้
ทั้งสองจึงได้แต่เพียงติดต่อกันผ่านโทรศัพท์และจดหมาย
แต่ถึงกระนั้นความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็คงยังมั่นคงมิได้เปลี่ยนแปลงสักนิด
วันหนึ่ง หญิงสาวออกจากบ้านไปทำงานตามปกติ
ระหว่างทางที่เดินไปสู่ป้ายรถเมลล์
มีรถคันหนึ่งได้พุ่งตรงเข้าหาเธอ............
เมื่อหญิงสาวฟื้นขึ้นมา เธอเห็นพ่อแม่อยู่ข้างเตียง
ถึงเพิ่งรู้ว่าเธอประสบอุบัติเหตุและบาดเจ็บสาหัส
โชคยังดีที่ว่าไม่ถึงกับชีวิต
หญิงสาวเห็นพ่อแม่เธอร้องไห้โศกเศร้าไม่หยุด
จึงเอ่ยปากคิดจะปลอบโยนพวกเขา แต่เธอได้พบว่า...
เธอพูดอะไรออกมาไม่ได้เลยสักคำ
เธอพยายามที่จะเปล่งเสียงออกมาให้ได้
แต่ก็ทำได้แค่มีเสียงคล้ายเสียงหอบเท่านั้น
หญิงสาวกลายเป็นใบ้ไปเสียแล้ว...
หมอบอกว่าเพราะอุบัติเหตุครั้งนี้ หญิงสาวนอกจากบาดเจ็บที่ขาแล้ว
สมองยังถูกกระทบกระเทือน
เพราะฉะนั้นหญิงสาวจะพูดอะไรไม่ได้อีกเลยชั่วชีวิต
หญิงสาวได้แต่รับฟังคำปลอบโยนของพ่อแม่เธอ
แต่เธอไม่สามารถที่จะตอบอะไรได้เลย หญิงสาวสิ้นหวังแล้ว...
หญิงสาวได้แต่ร้องไห้ไม่หยุดทั้งวันทั้งคืน...
หลังจากนั้น หญิงสาวออกจากโรงพยาบาลและพักอยู่ที่บ้าน
ทุกสิ่งทุกอย่างก็ยังเป็นเช่นเดิม
มีแต่เพียงเสียงโทรศัพท์ในห้องเธอ
กลายเป็นฝันร้ายที่มาทรมานเธอ
แต่ละครั้งที่เสียงโทรศัพท์ดัง
เป็นเหมือนดังมีดคมทิ่มแทงเข้าไปในใจเธอ
ความทรมานที่เธอต้องทนรับก็ไม่อาจจะบอกให้ชายหนุ่มรู้ได้
เธอไม่อยากเป็นตัวถ่วงของเขา
จึงเขียนจดหมายบอกชายหนุ่มว่าเธอไม่อยากจะรอเขาอีกต่อไป
เธอกับเขาจบสิ้นกันแล้ว และเธอก็ส่งแหวนหมั้นกลับไปให้เขาด้วย
หญิงสาวไม่รู้จะทำอย่างไรได้กับจดหมายและโทรศัพท์ของชายหนุ่มที่มีมาไม่ขาด
เธอได้แต่น้ำตาไหลรินเต็มหน้าทุกวัน
พ่อของหญิงสาวไม่อาจทนเห็นเธอต้องทนทรมานเช่นนี้อีกต่อไป
จึงตัดสินใจย้ายบ้าน
หวังอยากให้หญิงสาวลืมความทุกข์นั้นและอยู่อย่างมีความสุขมากกว่านี้
เมื่อเปลี่ยนสภาพแวดล้อมแล้ว หญิงสาวก็ดีขึ้นหน่อย
เธอค่อยๆหัดเรียนใช้ภาษามือแทนคำพูด ทุกสิ่งทุกอย่างก็เริ่มต้นใหม่
เธอบอกกับตัวเองเสมอว่าให้ลืมชายหนุ่มเสีย
วันหนึ่ง เพื่อนสนิทของหญิงสาวบอกกับเธอว่า ชายหนุ่มกลับมาแล้ว
และออกตามหาเธอไปทั่ว หญิงสาวขอร้องเพื่อนเธอว่า
อย่าบอกเรื่องของเธอให้ชายหนุ่มรู้ เรียกให้เขาลืมเธอเสีย
หลังจากนั้น เธอก็ไม่ได้รับรู้ข่าวคราวของชายหนุ่มอีกเลย
เวลาผ่านไปได้ปีกว่า เพื่อนของหญิงสาวมาบอกกับเธออีกว่า
ชายหนุ่มจะแต่งงานแล้วและขอร้องให้เธอเอาการ์ดแต่งงานมาให้หญิงสาว
หญิงสาวได้รับฟังแล้วก็เศร้าใจมาก เธอเปิดการ์ดนั้นด้วยมือสั่น
แต่กลับเห็นชื่อเธอเองบนการ์ดใบนั้น
เมื่อหญิงสาวกำลังจะถามเพื่อน ชายหนุ่มก็มาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าเธอ
ใช้ภาษามือที่แข็งกระด้างบอกกับหญิงสาวว่า
"ผมใช้เวลาปีกว่าที่ผ่านมา
บังคับให้ตัวเองหัดใช้ภาษามือให้ได้ เพื่อที่จะบอกกับคุณว่า
ผมไม่เคยได้ลืมสัญญาระหว่างเราสองคนเลย
โปรดให้โอกาสผมได้เป็นเสียงให้แทนคุณ ผม-รัก-คุณ"